กำจัด มด กำจัด แมลงสาบ กำจัด หนู กำจัด ยุง กำจัด ปลวก
 
ปลวก
ความรู้เกี่ยวกับปลวก
          ปลวกเป็นแมลงที่มีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจมาก มีทั้งคุณและโทษ ในแง่ประโยชน์ปลวกจัดเป็นส่วนหนึ่งของสังคมป่าไม้ที่สำคัญมาก เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายในระบบนิเวศโทษของปลวกนั้นเกิดขึ้นเพราะว่า ปลวกเป็นแมลงที่ต้องการเซลลูโลสเป็นอาหารหลักในการดำรงชีวิต และโดยที่เซลลูโลสนั้นเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเนื้อไม้ ดังนั้นเราจึงพบปลวกเข้าทำความเสียหายอย่างรุนแรงให้แก่ไม้ หรือโครงสร้างไม้ภายในอาคารบ้านเรือน รวมถึงวัสดุข้าวของเครื่องเรือน เครื่องใช้ต่างๆที่ทำมาจากไม้และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีเซลลูโลสเป็นส่วนประกอบ
        ในประเทศไทยมีปลวกแพร่กระจายอยู่กว่าหนึ่งร้อยชนิด แต่มีเพียงสิบกว่าชนิดเท่านั้นที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อไม้ที่นำไปใช้ ประโยชน์ ปลวกใต้ดินจัดเป็นปลวกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนคิดเป็นมูลค่าปีละหลายลิบล้านบาท การเข้าทำลายของปลวกชนิดนี้จะเริ่มขึ้นจากปลวกที่อาศัยอยู่ใต้พื้นดิน ทำท่อทางเดินดินทะลุขึ้นมาตารอยแตกแยกของพื้นคอนกรีต หรือรอยเชื่อมต่อระหว่างผนัง เสา และคานไม้ พื้นปาร์เก้ คร่าว เพดาน คร่าวฝา ไม้วงกบประตู และหน้าต่าง เป็นต้น
ชีวิตความเป็นอยู่ และวงจรชีวิตของปลวก
ปลวกเป็นแมลงที่มีชีวิตความเป็นอยู่แบบสังคม มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ภายในรังโดยทั่วไปมีนิสัยไม่ชอบแสงสว่าง ชอบที่มืดและอับชื้น ประชากรปลวกมีการแบ่งแยกหน้าที่การทำงานออไปเป็นวรรณะต่างๆ รวม 3 วรรณะคือ
1. วรรณะสืบพันธ์ หรือแมลงเม่า
ประกอบด้วยตัวเต็มวัยที่มีปีกทั้งเพศผู้และเพศเมีย ทำหน้าที่สืบพันธุ์และกระจายพันธุ์โดยจะบินออกจากรังเมื่อดินฟ้าอากาศเหมาะสม เพื่อจับคู่กันและจะสลัดปีก ผสมพันธุ์กันและหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อวางไข่
2. วรรณะกรรมกร หรือปลวกงาน
เป็นปลวกตัวเล็กสีขาวนวลไม่มีปีก ไม่มีเพศ ไม่มีตา ใช้หนวดเป็นอวัยวะรับความรู้สึกคลำทาง ทำหน้าทีเกือบทุกอย่างภายในรัง เช่น หาอาหารมาป้อนราชินี ราชา ตัวอ่อนและทหารซึ่งไม่หาอาหารกินเองนอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างรัง ทำความสะอาดรัง ดูแลไข่เพาะเลี้ยงเชื้อราและซ่อมแซมรังที่ถูกทำลาย
แมลงเม่า ราชินี ปลวกกรรมกร หรือปลวกงาน
3. วรรณะทหาร
เป็นปลวกที่มีหัวโต สีเข้ม และแข็งมีกรามขนาดใหญ่ ซึ่งดับแปลงไปเป็นอวัยวะคล้ายคีมที่มีปลายเหลมคมเพื่อใช้ในการต่อสู้กับศัตรูที่มารบกวนสมาชิกภายในรัง ไม่มีปีก ไม่มีตา ไม่มีเพศบางชนิดจะดัดแปลงส่วนหัวให้ยื่นยาวออกไปเป็นงวง เพื่อกลั่นสารเหนียวปล่อยหรือพ่นไปติดตัวศัตรูทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ หรืออาจทำให้ตายได้
ลักษณะปลวกทหารในสกุลต่างๆ ที่พบเสมอในประเทศ
Coptotermes Macrotermes Odontotermes
     
Microcerotermes Globitermes Cryptotermes
     
Ancistrotermes Termes Nasuitermes
     
การสร้างอาณาจักรหรือนิคมของปลวก
เริ่มต้นขึ้นเมื่อฤดูการเหมาะสม ส่วนใหญ่มักเป็นช่วงหลังฝนตกปีละประมาณ 2-3 ครั้งโดยแมลงเม่าเพศผู้และเพศเมีย (Alate or winged reproductive male of female) บินออกจากรังในช่วงเวลาพลบค่ำประมาณ 18.30-19.30 น. เพื่อมาเล่นไฟจับคู่ผสมพันธุ์กันจากนั้นจึงสลัดปีกทิ้งไป แล้วเจาะลงไปสร้างรังในดินในบริเวณที่มีแหล่งอาหารและความชื้น หลังจากปรับสภาพดินเป็นที่อยู่แล้วประมาณ 2-31 วันจึงเริ่มวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆและจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงวันละหลายพันฟอง ไข่จะฝักออกมาเป็นตัวอ่อน (Larva) และจะเจริญเติบโตโดยมีการลอกคราบจนเป็นตัวเต็มวัย ไข่รุ่นแรกจะฝักออกมาเป็นปลวกไม่มีปีกและเป็นหมันสารเคมีที่เรียกว่าฟีโรโมนหรือสารที่ผลิตออกมาจากทวารหนักของราชินี เพื่อให้ตัวอ่อนเกิดจะเป็นตัวกำหนดให้ตัวอ่อนพัฒนาไปเป็นปลวกวรรณะต่างๆเช่นปลวกงาน (Worker) ปลวกทหาร (Soldier) โดยบางส่วนของตัวอ่อนจะเจริญไปเป็นปลวกที่มีปีกสั้น ไม่สมบูรณ์ ซึ้งอยู่ในช่วงระยะเจริญพันธุ์ (Nymphs) เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะเจริญไปเป็นแมลงเม่า ซึ่งมีปีกยาวสมบูรณ์เต็มที่บินออกไปผสมพันธุ์ต่อไป ตัวอ่อนบางส่วนจะเจริญเติบโตเป็นปลวกวรรณะสืบพันธุ์รอง (Supplementary Queen and king) ซึ่งทำหน้าที่ผสมพันธุ์และอกไข่ เพิ่มจำนวนประชากร ในกรณีที่ราชา (King) หรือราชินี (Queen) ของรังถูกทำลายไป
วงจรชีวิตของปลวก
นิเวศวิทยาของปลวก
สภาพความเป็นอยู่ หรือสภาพทางนิเวศวิทยา รวมถึงอุปนิสัยในการกินอาหารของปลวกแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ชนิดและประเภทของปลวก ซึ่งสามารถจำแนกอย่างกว้างๆเป็น2 ประเภท โดยใช้แหล่งที่อยู่อาศัยเป็นหลักได้ ดังนี้

1. ปลวกที่อาศัยอยู่ในไม้
ปลวกชนิดนี้ตลอดชีวิตจะอาศัยและกินอยู่ภายในเนื้อไม้ โดยมีการสร้างทางเดินมาติดต่อกับพื้นดินเลย ลักษณะทั่วไปที่บ่งชี้มีปลวกในกลุ่มนี้เข้าทำลายไม้คือ วัสดุแข็งเป็นเม็ดกลมรีอยู่ภายในเนื้อไม้ที่ถูกกินเป็นโพรง หรืออาจร่วงหล่นออกมาภายนอกตามรูที่ผิวไม้ เราอาจแบ่งปลวกประเภทนี้เป็นกลุ่มย่อยลงไปอีกตามลักษณะความชื้นของไม้ที่ปลวกเข้าทำลาย ดังนี้

1.1 ปลวกไม้แห้ง (Dry-wood termites)
ปลวกชนิดนี้อาศัยอยู่ในไม้ที่แห้งหรือไม้ที่มีอายุใช้การมานานลีความชื้นต่ำ โดยปกติมักจะไม่ค่อยเห็นตัวปลวกชนิดนี้อยู่นอกชิ้นไม้ แต่จะพบวัสดุแข็งรูปกลมรี ก้อนเล็กๆกองอยู่บนพื้นบริเวณโคนเสาฝาผนัง หรือโครงสร้างไม้ที่ถูกทำลาย โดยทั่วไปปลวกชนิดนี้จะทำลายไม้เฉพาะภายไนชิ้นไม้โดยเหลือชิ้นไม้ด้านนอกเป็นฟิล์มบางๆไว้ ทำไห้มองดูภายนอกเหมือนไม้ยังอยู่ในสภาพดี

1.2 ปลวกไม้เปียก (Damp-Wood termites)
ปลวกชนิดนี้มักอาศัยและกินอยู่ในเนื้อไม้ของไม้ยืนต้น หรือไม้ล้มตายที่มีความชื้นสูง
ปลวกไม้แห้ง Cryptotermes ปลวกไม้เปียก Neotermes
2. ปลวกที่อาศัยอยู่ในดิน
ปลวกประเภทนี้จะอาศัยอยู่ในดิน แล้วออกไปหาอาหารที่อยู่ตามพื้นดินหรือเหนือพื้นดินขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะทำท่อทางเดินดินห่อหุ้มตัว เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น และ หลบซ่อนตัวจากศัตรูที่จะมารบกวน จำแนกเป็น3พวก คือ

2.1 ปลวกใต้ดิน (Subterranean termites)
เป็นปลวกที่อาศัยและทำรังอยู่ใต้ดิน เช่น ปลวกในสกุล Coptotermes, Microtermes, Ancistrotermes และ Hypotermes เป็นต้น
Coptotermes gestroi
เป็นปลวกใต้ดินที่ก่อให้เกิดความเสียหาย
Microtermes obesi Hypotermes makhamensis
2.2 ปลวกที่อาศัยอยู่ตามจอมปลวก (Mound-building termites)
เป็นปลวกที่สร้างรังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่อยู่บนพื้นดินเช่นปลวกในสกุล Globitermes, Odontotermes และ Macrotermes เป็นต้น
ลักษณะจอมปลวกขนาดใหญ่ของปลวกชนิดต่างๆ
Globitermes sulphureus Hypotermes makhamensis
Macrotermes carbonarius Macrotermes gilvus
Odontotermes feac Odontotermes longignathus
2.3 ปลวกที่อาศัยอยู่ตามรังขนาดเล็ก(Carton nest termites)
เป็นปลวกที่สร้างรังขนาดเล็กอยู่บนดินหรือเหนือพื้นดิน เช่น ตามกิ่งไม้ ต้นไม้ เสาไฟฟ้า หรือโครงสร้างอื่นๆ ภายในอาคาร เช่น ปลวกในสกุล Microcerotermes, Termes, Dicuspiditermes, Nasutitermes และ Hospitalitermes เป็นต้น
ลักษณะจอมปลวกขนาดเล็กของปลวกชนิดต่างๆ
Termes Sicuspiditermes
Microcerotermes Nasutitermes
การกินอาหารของปลวก
แหล่งอาหารของปลวก จำแนกออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. ไม้ (wood)
2. ดินและฮิวมัส (Soil and Humus)
3. ใบไม้และเศษซากพืชที่ทับถมอยู่บนพื้นดิน (Lave and litter)
4. ไลเคนและมอส (Lichen and Moss)
ปลวกส่วนใหญ่จะกินอาหารประเภทเนื้อไม้ เปลือกไม้ เศษไม้ ใบไม้ หรือวัสดุ อื่นๆ ที่มีเซลลูโลส เป็นองค์ประกอบ โดยในระบบทางเดินอาหารของปลวกจะมีสัตว์เซลล์เดียวคือ โปรโตซัวในปลวกชั้นต่ำ หรือมีจุลินทรีย์ ได้แก่ แบคทีเรีย และเชื้อราในปลวกชั้นสูงซึ้งจะทำหน้าที่ช่วงในการย่อยอาหารประเภทเซลลูโลส หรือสารประกอบอื่นๆให้กลายเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายปลวก
ความสำคัญของปลวก
ปลวกเป็นแมลงที่มีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจมากคือ มีทั้งประโยชน์และโทษ
ประโยชน์ที่ได้รับจากปลวก

ปลวกเป็นแมลงที่สำคัญมากในระบบนิเวศวิทยาป่าไม้ คือ

1. ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุต่างๆได้แก่ เศษไม้ ท่อนไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ และส่วนต่างๆ ของพืช ที่หักร่วงหล่อนหรือล้มตายทับถมอยู่ในป่า แล้วเปลี่ยนให้กลายสภาพเป็นฮิวมัสในดินเป็นกำเนิดของขบวนการหมุนเวียนของธาตุอาหารจากพืชไปสู่ดิน ทำไห้ดินอุดมสมบูรณ์ซึ่งจะส่งผลให้พรรณพืชทุกระดับในป่าธรรมชาติเจริญเติบโตสมบูรณ์ดี

2. มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ คือ นอกจากจะช่วยให้พืชในป่าเจริญเติบโตดี เป็นอาหารของสัตว์ป่าแล้ว ตัวปลวกเองยังเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนของสัตว์ขนาดเล็กหลายชนิด เช่น ไก่ นก กบ คางคก และสัตว์เลื่อยคลานต่างๆ ซึ่งจะเป็นอาหารของสัตว์ใหญ่ต่อไปเป็นทอดๆ

3. เป็นแหล่งผลิตโปรตีนที่สำคัญของมนุษย์โดยปลวกบางชนิดสามารถสร้างเห็ดโคน ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะ และมีราคาแพง สามารถเพิ่มรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรทั้งนี้โดนมีเชื้อราที่อยู่ร่วมกันภายในรังปลวกหลายชนิดช่วยในการผลิต

4. จุลินทรีย์อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารปลวก ซึ่งสามารถผลิตเอนไซม์บางชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถนำมาพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ด้านการเกษตร อุตสาหกรรมหรือใช้ในการแก้ไขและควบคุมมลภาวะสิ่งแวดล้อมในอนาคตต่อไป เช่น การย่อยสลายสารกำจัด ศัตรูพืชที่มีฤทธิ์ตกค้างนานหรือการกำจัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
ประโยชน์ของป่าที่มนุษย์ต้องพึ่งพา
เห็ดโคน (Termitomyces sp.)

สร้างรายได้เสริม และเป็นอาหารอันโอชะ ที่มีคุณค่าซึ่งได้จากปลวก

โทษที่เกิดจากปลวก
ปลวกเป็นแมลงที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อ
1. กล้าไม้และไม้ยืนต้น ในป่าธรรมชาติและป่าสวน
2. ไม่ใช่ประโยชน์ที่อยู่กลางแจ้ง
3. ไม่ใช่ประโยชน์ที่เป็นโครงสร้างภายในอาคารบ้านเรือน
4. วัสดุสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆที่ทำมาจากไม้และพืชเส้นใยเช่นโต๊ะ ตู้ กระดาษหนังสือพรม และเสื้อผ้า เป็นต้น
5. กัดทำลายรากของพืชเกษตร พืชไร่ พืชผัก พืชสวน และไม้ผล
ชนิดของปลวกที่เข้าทำลายไม้ใช้สอย
1. ปลวกไม้แห้ง ที่สำคัญ คือ Cryptotermes Thailandis ส่วนใหญ่พบเข้าทำความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบ้านเรือน ที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล หรือพื้นที่เกาะ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออกของประเทศ

2. ปลวกใต้ดิน ที่สำคัญ คือ Coptotermes gestroi และ Coptotermes havilandi ปลวกใต้ดินชนิด C. gestroi จัดเป็นปลวกชนิดที่มีความสำคัญทางเศษกิจสูงที่สุดในประเทศร้อยละ 90 ของอาคารที่ถูกทำลายเกิดจากการเข้าทำลายของปลวกชนิดนี้ และกว่า 90% พบเข้าทำความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนที่อยู่ในเขตเมือง นอกจากนี้ ปลวก Odontotermes Proformosanus และปลวกในสกุล Schedorhinotermes, Ancistrotermes และ microtermes อาจพบเข้าทำความเสียหายต่อไม้ใช้ประโยชน์ ภายนอกอาคารหรืออาคารบ้านเรือนที่อยู่ในเขตชนบท
ปลวก Coptotermes gestroi และโครงสร้างไม้ที่ถูกทำลายเสียหายรุนแรง
3. ปลวกสร้างรังขนาดเล็ก ที่ สำคัญคือ Microcerotermes crassus และ nasutitermes sp. พบเข้าทำความเสียหายต่อไม้ใช้ประโยชน์ภานอกอาคารหรือในอาคารบ้านเรือนที่ อยู่ในเขตชนบท

4. ปลวกสร้างรังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่ สำคัญคือ Globitermes sulphureus, Macrotermes Gilvus และ Odontotermes longignathus มักพบเข้าทำความเสียหายต่อไม้ใบระโยชน์ภายนอกและไม้ในอาคารบ้านเรือนที่อยู่ในเขตชนบท
ช่องทางการเข้าทำลายของปลวกใต้ดิน
 
ตามรอยแตกร้าวของพื้นคอนกรีตและบันได หรือ รอยต่อระหว่างพื้นคอนกรีตและผนังอาคาร
 
 
ตามท่อทางเดินดินที่ปลวกสร้างขึ้นมาตามเสา หรือรอยเชื่อมต่อระหว่างพื้นดิน และผนังอาคาร
 
 
การป้องกันและกำจัดปลวก
วิธีที่ 1 การสเปรย์ยา
1. ตรวจเช็คปลวกภายในบ้าน บริเวณจุดที่เสี่ยง
     • บริเวณรางบัวรอบตัวอาคาร
     • ตรวจเช็คบริเวณปลั๊กไฟ
     • ตรวจเช็คบริเวณขอบประตู ขอบหน้าต่าง งานไม้ต่างๆ
2. สเปรย์ยาบริเวณขอบบัว ขอบประตู ขอบหน้าต่าง งานไม้ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้ทุกชนิด
 
วิธีที่ 2 การเจาะอัดน้ำยา
  1. ภายในอาคาร : ทำการเจาะพื้นบริเวณมุมใกล้ผนัง เพื่อทำการอัดน้ำยาลงไปในรูที่เจาะ ในระยะห่างทุกๆ 1 เมตร รูจะมีขนาดเท่าเหรียญบาทเล็ก การเจาะอาจเกิดการกระเทาะแตกของกระเบื้องหรือหินอ่อนได้ ซึ่งทางบริษัทจะระมัดระวังในส่วนนี้เป็นอย่างสูง ทั้งนี้ก่อนทำการเจาะพนักงานจะทำการสำรวจท่อน้ำภายในอาคารเพื่อป้องกันการเจาะโดนท่อน้ำ
 
2. ภายนอกอาคาร : อัดน้ำยาด้านนอกตัวอาคารป้องกันปลวกจากภายนอกอาคารเข้าไปในตัวอาคาร และกำจัดจอมปลวกที่อยู่ภายนอกตัวอาคาร
 
หมายเหตุ การตกค้างของน้ำยาบริเวณพื้นที่ภายนอกตัวอาคารจะอยู่ได้ไม่นานนัก เนื่องจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพอากาศ ฝนตก แดดออก ทำให้น้ำยาเสื่อมคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว
3. การเจาะเฟอร์นิเจอร์เพื่ออัดน้ำยา

• เจาะบริเวณที่เป็นจุดเสี่ยง
• เจาะบริเวณที่มองเห็นได้ยาก
• พยายามไม่ทำให้เกิดรอยแผลขนาดใหญ่
  4. การสเปรย์ยาบนฝ้าเพดาน

• ตรวจเช็คสภาพฝ้าว่าสามารถสเปรย์ยา
ได้หรือไม่
• สเปรย์ยาบริเวณที่เป็นจุดเสี่ยง
• หากไม่สามารถขึ้นไปได้จะทำการถอด
หลอด ไฟและสเปรย์ยาเท่าที่พนักงาน
จะสามารถทำได้
  5. พนักงานจะทำการตกแต่งปิดรูที่เจาะด้วย
ปูนยาแนวและตกแต่งสีให้ใกล้เคียงกับสีพื้น
มากที่สุด
• พื้นไม้ : จะอุดด้วยหัวก๊อกไม้และทา
แล็กเกอร์
• หัวทองเหลือง : คิดราคาเพิ่มหัวละ 100 บาท
   
 
วิธีที่ 3 การวางท่อ Pipe & Soil Treatment
การป้องกันปลวกระบบท่อ คือการวางท่อเคมีใต้อาคาร จะใช้เครื่องฉีดแรงอัดสูง ฉีดและพ่นน้ำยาเคลือบผิวดินใต้อาคาร เพื่อทำให้พื้นดินเป็นพิษเกินกว่าที่ปลวกจะอาศัยอยู่ หรือแทรกตัวผ่านขึ้นมาทำลายตัวอาคาร หรือบ้านเรือน ทั้งนี้อายุการรับประกันประสิทธิภาพของน้ำยาเคมีมีระยะเวลานาน 3 ปี
• สามารถอัดน้ำยาเคมีเข้าไปใต้พื้นอาคารหัวอัดที่เตรียมไว้โดยรอบอาคาร ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเจาะพื้นเพื่ออัดน้ำยาลงดิน ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในอนาคต

• ไม่ทำให้พื้นอาคารซึ่งใช้วัสดุอย่างดีเกิดความเสียหาย และมีความชื้นเกิดขึ้นได้เนื่องจากการเจาะพื้น

• ไม่ต้องนำน้ำยาเคมีจำนวนมากๆ ผ่านเข้าไปในตัวอาคาร เพื่อความปลอดภัยจากน้ำยาเคมีต่อผู้อาศัยมากที่สุด

• ท่อที่วางใต้อาคารเป็นท่อ PN 12.5 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรอบนอกเท่ากับ 21.4 มิลลิเมตร และความหนาของท่อเท่ากับ 2 มิลลิเมตร ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี แม้สภาวะที่เค็ม ร้อนจัดหรือเย็นจัดเพราะได้ผลิตตามมาตรฐาน BS HEAVY ซึ่งเป็นมาตรฐานของประเทศอังกฤษ
 
ขั้นตอนการปฏิบัติงานมีดังต่อไปนี้
  1. เริ่มดำเนินงาน หลังจากที่ทางฝ่ายก่อสร้างได้ทำการเทคานคอดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการวางท่อ ซึ่งสามารถทนแรงอัดได้สูง อีกทั้งวัสดุยังคงทนตลอดอายุบ้าน ติดขนานกับแนวคานด้านในรอบตัวอาคาร ซึ่งท่อน้ำยาเคมี จะมีวาล์วฉีดน้ำยาเคมี ทิ้งระยะห่างกันทุกๆ 1 เมตร และมีวาล์วอัดน้ำยาเคมีไว้รอบอาคารเป็นช่วงๆ สำหรับอัดน้ำยาเคมีเข้าไปใต้พื้นอาคารได้ตลอดอายุบ้าน และหลังวางท่อแล้วทางบริษัทฯ จะเว้นหัวท่อไว้ประมาณ 1 - 2 เมตร เพื่อสำหรับอัดน้ำยาในอนาคต หากทางผู้ว่าจ้างจะต้องดูแลท่อที่เว้นไว้ หากเกิดความเสียหายทางบริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบกรณีเกิดค่าใช้จ่ายในส่วนนั้น
2. หลังการวางท่อน้ำยาเคมี ฝ่ายก่อสร้างสามารถปรับพื้นคอนกรีตได้ทันที หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ จะทำการอัดน้ำยาเคมี โดยใช้เครื่องอัดที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งกำลังแรงดันเครื่องประมาณ 25 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ฉีดอัดน้ำยาเคมีในปริมาณ 20 ลิตรต่อทุกๆ 4 ตารางเมตร โดยเจ้าหน้าที่จะใช้หัวอัดน้ำยา ปักลงไปในดิน ประมาณ 50-100 เซนติเมตร และอัดน้ำยาเมตรละ 3 ลิตร หลังจากอัดน้ำยาลงดินเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะฉีดพรมหรือปูหน้าดินให้ทั่วบริเวณ ด้วยปริมาณน้ำยาตารางเมตรละ 2 ลิตร  
3. อัดน้ำยาภายนอกอาคาร หลังจากอัดน้ำยาภายในตัวอาคารเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะอัดน้ำยาตารางเมตรละ 3 ลิตรโดยอัดน้ำยาห่างจากตัวบ้านเป็นระยะ 1 เมตร หลังจากนั้นจะสเปรย์เคลือบผิวหน้าดินตารางเมตรละ 2 ลิตร โดยห่างจากตัวบ้านเป็นระยะ 1 เมตร
     
 
 
 
4. การเก็บหัวท่อ เมื่อได้ดำเนินการวางท่อภายในและอัดน้ำยาเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะทำการเก็บหัวท่อที่ได้เว้นไว้โดยการเก็บปิดฝา และรวมไว้ในกล่องเป็นจุดเดียวกันเพื่อความสวยงามและสะดวกในการอัดน้ำยาในอนาคต  
ตัวอย่างกล่องเก็บหัวท่อ >>  
5. การตรวจเช็คปัญหาปลวก หลังจากเจ้าหน้าที่อัดน้ำยาภายในตัวบ้านและรอบนอกเรียบร้อยแล้ว บริษัทฯจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจเช็คให้ 6 ครั้งตลอดระยะสัญญา จนครบสัญญาการรับประกัน ในระหว่างการรับประกัน หากสงสัยว่า อาคารของท่านมีปัญหาปลวกรบกวน โปรดแจ้งให้บริษัทฯ ทราบ ทางบริษัทฯจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจและแก้ไขภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
6. การรับประกัน บริษัทฯ ยินดีรับประกันประสิทธิภาพของน้ำยาเคมีเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะระบุวันที่อัดน้ำยาในวันสุดท้ายและออกให้เมื่อทางผู้ว่าจ้างได้ชำระเงินทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
 
วิธีที่  4  การกำจัดปลวกระบบเหยื่อล่อ Exterra System
วิธีการทำงานของระบบเหยื่อล่อ

• ใช้อาหารที่มีสารการยับยั้งการลอกคราบของปลวก เป็นเหยื่อล่อปลวก โดยจะวางสถานีกำจัดรอบตัวบ้าน และภายในตัวบ้าน

• เมื่อปลวกนำอาหารไปป้อนให้กับปลวกตัวอื่นๆ ภายในรัง จะทำให้ประชากรของปลวกลดลงเรื่อยๆ และจะหมดไป ในที่สุด

• เป็นการกำจัดปลวกโดยใช้วิธีทางธรรมชาติ ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย

• สารเคมีจะออกฤทธิ์แก้ไขปัญหาปลวกภายใน 3 เดือน หลังจากนั้นหากทางผู้ว่าจ้างพบปัญหาปลวก ทางบริษัทฯ ยินดีจ่ายค่าทำบริการซ่อม / แก้ไข / เปลี่ยนแปลง ในส่วนที่เกิดความเสียหายจากปลวก ทั้งนี้ค่าทำบริการซ่อม / แก้ไข / เปลี่ยนแปลง จะต้องไม่เกินมูลค่า 1.5 เท่าของสัญญา
ขั้นตอนการทำบริการกำจัดปลวกระบบเหยื่อล่อ
1. สำรวจสถานที่ทำบริการเพื่อประเมินและวางแผนการทำบริการกำจัดปลวก
2. วัดระยะและกำหนดจุดที่จะติดตั้งสถานีภายนอก โดยแต่ละสถานีจะมีระยะห่างกันทุกๆ 4 เมตร
   
3. การติดตั้งสถานีภายนอกรอบบริเวณอาคาร (ดิน)
• ขุดดินเพื่อติดตั้งสถานี
• ใส่สารเคมี ล่อให้ปลวกเข้ามาในสถานี
• ติดตั้งสถานี
   
4. การติดตั้งสถานีภายนอกรอบบริเวณอาคาร (คอนกรีต)
• เจาะคอนกรีตเพื่อติดตั้งสถานี
• ใส่สารเคมี ล่อให้ปลวกเข้ามาในสถานี
• ติดตั้งสถานี
5. ค้นหาเส้นทางเดิน แหล่งที่อยู่อาศัยของปลวก เพื่อติดตั้งสถานี Exterra ภายในตัวอาคาร โดยสถานีจะมีฝาปิดล็อกสนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหรือสัตว์เลี้ยงแตะต้อง
   
6. ทางบริษัทจะส่งพนักงานเข้ามาตรวจเช็คสัปดาห์ละ 1 ครั้งในระยะ 3 เดือนแรกที่ทำการติดตั้งสถานี
• ตรวจเช็คปลวกตามสถานีภายนอกตัวอาคาร
• ตรวจเช็คเหยื่อกำจัดปลวก ( Requiem ) ภายในตัวอาคาร
• ถ้าเหยื่อยังมีปริมาณมาก จะทำการสเปรย์ให้เหยื่อมีความชื้น
 
© Copyright. Arkon Service (Thailand) Co., Ltd. All Right Reserved. | Design by Phuket Solution